--Lineage2--

กลับมาอีกครั้งกับตำนานต่างๆในโลกลินเอจ มาคราวนี้ผมมาเสนอเรื่องของ2 บุตรีแห่งเทพ ซึ่งก็คือ ลิลิธ (Lilith) บุตรีแห่ง ชิลเลน (Shillien)เทพความตาย และ อนาคิม(Anakim) บุตรีแห่งเทพ ไอน์ฮัตซัต(Einhasad)เทพแห่ง แสงผู้สร้างโลก

ที่มาก็คือ 2สาวนี้เป็น มอนส์เตอร์ Class Boss แห่งโลกลินเอจ เป็นระบบนึงของเกมส์นี้ ซึ่งจะแบ่งฝ่ายออกเป็น2ฝ่าย คือฝ่ายรุ่งอรุณ และสนทยา โดยมีมอนส์เตอร์ผู้นำคือ อนาคิม และลิลิธ นี่ล่ะ โดยผู้เล่นสามารถเลือกฝ่ายเข้าร่วมได้ เราเรียกระบบนี้ว่า ระบบ Seven Signs.... และวันนี้ เราจะมาชี้แจงถึงประวัติและตำนานของ2สาวนี้ขอรับ

อนาคิมทูตแห่งเหล่าเทพ

ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับวัฎจักรของเทวทูตนั้นค่อนข้างวุ่นวาย พวกพระมนุษย์อ้างว่าเทวทูตเป็นลูกหลานของไอน์อัดซัด เทพแห่งแสงสว่างเหล่าแมจิสเตอร์ก็อ้างว่าเทวทูตเป็นวิญญาณแห่งแสงระดับสูงกว่า ในบันทึกของไกซาได้มีการอ้างอิงถึงการกำเนิดของเทวทูตไว้ซึ่งน่าจะนำมาไกล่เกลี่ยข้อโต้แย้งทั้งสองได้ดีที่สุดดังนี้

... ไอน์อัดซัด ผู้อยู่เหนือทุกสิ่งที่มีชีวิต ได้เปล่งแสงลงมายังสวรรค์และโลก ลำแสงนั้นได้ส่องไปยังทุกทิศทาง แสงนั้นมีจิตวิญญาณของตนเองและสร้างตนเองเป็นรูปร่างตามแบบผู้ที่สร้างตนขึ้นมา และกลายเป็นเทวทูต แสงของพวกเขาสว่างจ้าเกินกว่าจะเป็นของโลกนี้ แต่ว่าพวกเขามีร่างกาย จึงไม่สามารถอยู่ในลำแสงนั้นได้อีก พวกเขาที่ล่องลอยอย่างไร้จุดหมายได้ถูกเก็บขึ้นมาโดยไอน์อัดซัดและกลายเป็นผู้ ติดตามของนาง ไอน์อัดซัดยังมีบุตรและธิดาอีก 9 คน พวกเขาเหล่านั้นได้ถูกแต่งตั้งเป็นหัวหน้าเทวทูต...

บันทึกชิ้นแรกเกี่ยวกับอนาคิมซึ่งเขียนโดยเสมียนของลิลิธมีดังนี้

... คนสุดท้องในเก้าคนคือ อนาคิม ร่างอันส่องสว่างนั้นเป็นหญิงสาวที่มีปีกสามคู่ ไอน์อัดซัดได้ใช้บุตรสาวคนสุดท้องเพื่อเป็นเสียงของตน และนำพาจิตวิญญาณของเธอลงมายังโลก อนาคิมเป็นทูตแห่งแสงสว่าง ล้อมรอบด้วยไฟแห่งวิญญาณ และนำพลังศักดิ์สิทธิ์ลงมายังโลก

อนาคิมได้หลั่งเลือดร่วมกับจักรพรรดิชูไนแมนและมอบอำนาจการบัญชากองทัพเนฟิลิม เธอได้จุมพิตลงบนหน้าผากของชูไนแมนและมอบอำนาจบัญชาการของฝ่ายแสงสว่าง อนาคิมได้รับใช้จักรพรรดิรุ่นแรกของมนุษย์ มอบความรู้ในการสร้างกองทัพเนฟิลิม การมีอยู่ของอนาคิมได้เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ลงไปในอำนาจของชูไนแมน สำหรับจักรพรรดิ์แล้วนี่ถือเป็นอาวุธอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับเวทย์แห่งแสง

อย่างไรก็ตาม เมื่ออนาคิมถูกผนึกอยู่ในสุสานสาวกพร้อมกับลิลิธ เธอจะยอมรับว่านี่เป็นความต้องการของเธอเองหรือไม่? เธอจะร้องขอการอภัยในบาปของบุตรหลานที่ทอดทิ้งเธอเหล่านั้นไหม? หรือเธอจะสาปแช่งชูไนแมนที่เขาได้กักขังเธอไว้ในความมืด...

สาวน้อยอนาคิม น่าร้ากกกก!!!

ลิลิธบุตรีแห่งชิลเลน

... มีหลายทฤษฎีถูกยกขึ้นมาอธิบายเกี่ยวกับการกำเนิดของลิลิธ แต่ที่ทฤษฎีสำคัญก็คือทฤษฎีที่ว่านางเป็นนักบวช ที่รับใช้ชิลเลนตั้งแต่ยุคสมัยของยักษ์ อย่างไรก็ดี เมื่อนางออกมาในยุคสมัยเอลมอร์อาเดน นางเองก็มีลักษณะเหมือนเอลฟ์ที่มีสีผิวเหมือนขี้เถ้าที่มอดไหม้

ทว่าในยุคสมัยของชูไนแมนนางเป็นสูกสาวคนที่เก้าของชิลเลน เป็นศูนย์รวมทางศาสนาและกองทัพของสาวกชิลเลนในบันทึกของไกซาได้อธิบายเกี่ยวกับลิลิธไว้ดังนี้

" ในสมรภูมิบนสวรรค์ ต่อหน้ากองทัพแห่งแสงอันกราดเกรี้ยว สัตว์ร้ายของชิลเลนต่างล้มลงไปตามๆกัน เมื่อพบกับความพ่ายแพ้ ชิลเลนจึงได้สร้างอาณาจักรแห่งความตายบนพื้นดินแห่งอเวจีซึ่งเธอซ่อนตัวอยู่ และบัญชาให้ลิลิธ ลูกสาวที่เธอรักเป็นที่สุดอยู่บนพื้นดินเพื่อรอคอยการกลับมาของเธอ ชิลเลนได้สาปให้ลิลิธมีชีวิตอมตะ"

ด้วยการชี้นำของลิลิธ บุตรแห่งชิลเลนทั้งหลายก็ได้สร้างทั้งสุสานและอุโมงค์ศพพร้อมด้วยกองทัพลิลิมที่เติบโตอย่างรวดเร็วจนเป็นภัยแก่มนุษย์การปะทะระหว่างสาวกชิลเลนและกองกำลังของอาณาจักรนั้นมีบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ สาวกชิลเลนคนหนึ่งได้ทิ้งบันทึกต่อไปนี้เอาไว้

"... ความตายอยู่จงอยู่กับอริข้า ชีวาพลีเพื่อองค์เทพีแห่งเทพ เมื่อโลหิตไหลเป็นธาราและสมุทร โลหิตจักย้อมนภาสู่สีเลือดองค์ชิลเลนผู้ยิ่งยงจะกลับมาจากอีกฝั่งของแม่น้ำแห่งความตาย ประทานพรให้กองทัพลิลิมจงมีชัย..."

สุสานเป็นทั้งที่อยู่อาศัยและฐานทัพของกองทัพบุตรแห่งชิลเลน พวกเขาต่างเชื่อ เพราะสุสานเหล่านั้นไม่ได้ตั้งอยู่ทั้งในโลกนี้หรือโลกหลังความตาย พวกเขาก็ไม่มีวันตายแม้ว่าพวกเขาจะถูกทำลายลงที่นั่น ในระหว่างสงครามพวกเขาส่วนใหญ่กลับกลายเป็นอันเดดหรือไม่ก็ถูกสร้างใหม่เป็นนักรบลิลิม

ลิลิธและอนาคิมถูกผนึกอยู่ในสุสานสาวก เมื่อลิลิธได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเป็นสิ่งที่ถูกลืมและซุกซ่อนอยู่ลึกใต้พื้นดินในยุคแห่งความยุ่งเหยิง...

ผนึกชิ้นที่สองนี้จึงได้ชื่อว่า ผนึกความโลภ บางคนอาจเดาว่าชื่อนี้หมายถึงสัญญาลับ ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างจักรพรรดิชูไนแมน กับคนขายของแมมม่อน...

สาวเอ็กซ์ลิลิธ อู้ววววว!!!

ผมคงต้องไปก่อนแล้วนะคับ บั๊บบาย~~~


edit @ 2006/04/03 16:29:40

ซาหวาดดีคับ วันนี้ผมนำประวัติมาฝากกัน ให้ท่านรู้จักเรามากขึ้น.....ใน รูปแบบนิยายกึ่งตำนานนี้ จะทำให้ท่านอ่านได้สนุกไม่เบื่อขอรับ ชมกันได้เยย

ความไม่ลงรอยของพวกElf

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ได้เกิดขึ้นในป่าของชาวเอลฟ์ในช่วงนี้เอง เมื่อสูญเสียอำนาจการปกครองให้กับเหล่ามนุษย์ ชาวเอลฟ์ก็เริ่มสูญเสียความมั่นใจไป และพวกเขาก็ลืมความมุ่งมั่นที่จะปกครองดินแดนและเริ่มพอใจกับการใช้ชีวิตอันสงบสุขในป่าของพวกเขา

แต่มีชาวเอลฟ์อยู่กลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า Brown Elves รู้สึกไม่พอใจกับสภาพความสงบสุขที่ชาวเอลฟ์ส่วนใหญ่มีอยู่ในขณะนี้ ด้วยความที่ Brown Elves มีความทะเยอทะยานในตัวเองสูง พวกเขาจึงยืนกรานที่จะทำสงครามกับมนุษย์ต่อไป ถึงแม้ว่านั่นจะหมายถึงการที่ต้องใช้มนตร์ดำต้องห้ามก็ตาม อย่างไรก็ตาม ความคิดดังกล่าวของพวก Brown Elves ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านของพวก Elves ที่เหลือ

ในช่วงเวลานี้ พ่อมดที่เป็นมนุษย์ก็ได้ปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางพวก Brown Elves และได้เข้าไปหาผู้นำของพวกเขาพร้อมพูดว่า

กษัตริย์แห่ง Brown Elves ท่านต้องการอำนาจ แต่พวก Tree Elves ที่อ่อนแอและพรรคพวกกลัวว่าท่านจะได้อำนาจที่ยิ่งใหญ่ตามที่ท่านควรจะได้รับ พวกเขาเพียงแค่กังกลว่าท่านจะโจมตีพวกเขา หรือว่าจะนำความเดือดร้อนมาให้พวกเขาจากการไปท้าทายมนุษย์ ด้วยความคิดอันอ่อนแอนี้เองที่เป็นสาเหตุของความอ่อนแอในปัจจุบัน

ผู้นำแห่ง Brown Elves ได้ตอบกลับไปอย่างระแวดระวังว่า ท่านเป็นใครนะ พ่อมดมนุษย์งั้นหรือ จะมาหลอกพวกข้าเพื่ออะไรอีกล่ะ

ข้าชื่อ Dasparion ข้าเป็นเพียงพ่อมดคนหนึ่ง แต่ข้ามีอำนาจที่ท่านต้องการ ข้าสามารถทำให้ฝันของท่านเป็นจริงได้ แต่ท่านต้องให้ในสิ่งที่ข้าต้องการ

แล้วท่านต้องการอะไรล่ะ


ความเยาว์วัยของท่าน ความลับที่จะมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ Dasparion พูดพร้อมกับยิ้มกริ่มที่มุมปาก

ข้าอาจจะเก่งในเรื่องเวทย์มนตร์คาถาด้วยก็ได้ แต่ข้าก็เป็นเพียงมนุษย์และชีวิตของข้าก็ไม่อาจยืนยาวถึง 100 ปีหรอก เพราะฉะนั้น กษัตริย์แห่ง Brown Elves ท่านจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าเราสองคนร่วมมือกัน เราย่อมได้ในสิ่งที่เราทั้งสองปรารถนา

เนื่องจาก Brown Elves ถูกครอบงำด้วยมนตร์ดำของ Dasparion พวกเขาจึงยอมรับข้อเสนอและเรียนมนตร์ดำภายใต้การควบคุมของเขา ส่วน Dasparion เอง ได้ครอบครองสูตรที่จะทำให้ตัวเขาเป็นอมตะ

หลังจากที่ได้รับรู้เหตุการณ์ดังกล่าว พวกเอลฟ์ก็ได้เนรเทศพวก Brown Elves ผู้ซึ่งละทิ้งความเชื่อต่อเทพี Einhasad และหันมานับถือเทพ Gran Kain แทน การสู้รบระหว่างพวกเอลฟ์ก็เกิดขึ้นตามมา พวก Brown Elves ซึ่งทำตามแผนการของ Desparion ได้ใช้มนตร์อันร้ายกาจเพื่อทำลายล้างพวก Tree Elves แต่พวก Tree Elves ได้ร่ายคำสาปสะกดพวก Brown Elves คำสาปนี้ได้ทำให้ป่าของพวก Brown Elves ผุพังลงไป และพวก Brown Elves ได้กลายมาเป็นเผ่าพันธุ์แห่งความมืด และหลังจากนั้นเป็นต้นมา พวก Brown Elves จึงเป็นที่รู้จักกันในนามของ Dark Elves
ปาร์ตี้ลุยดันเจี้ยนสุสาน
โดยส่วนตัวผมชอบตัวขวาสุดมากๆ Dark Elf ใส่เกราะบรีกันดีนเหมือนผมเด๊ะ
ทรงผมด้วย(ในเกมส์)
อ๊ากกก!!! ตีให้ถูกคนสิว้อยยย
ชิลเลน ไนท์ (Shillien Knight)
เอบิส วอล์คเกอร์ (Abyss Walker)
แฟนธ่อม ซัมมอนเนอร์(Phantom Summoner)


edit @ 2006/04/03 14:53:26
edit @ 2006/04/03 15:08:39
edit @ 2006/04/03 15:11:18

วันนี้ผมมีประวัติของบอสในเกมส์ตัวนึงที่มีชื่อว่า ไบอุม(Baium) มาให้ได้อ่านกันนะครับ เนื่องจากเป็นประวัติที่ค่อนข้างน่าสนใจเมื่อเทียบกับบอสหลายๆตัวในโลก Lineage แล้ว ชมเยย


ยุคทองของอาณาจักร Elmoreden คงอยู่เป็นเวลาหลายพันปีนับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมาในช่วงสมัยของจักรพรรดิ Baium ด้วยทักษะความสามารถที่เก่งกาจและความเป็นผู้นำที่กล้าหาญ Baium ได้สร้างกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของอาณาจักร กองทัพนี้ได้ขับไล่พวก orce ซึ่งถือว่ามีอิทธิพลอย่างมากในตอนเหนือ ออกไปยังป่าดงดิบซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนามของอาณาจักรแห่ง Orce นอกจากนี้กองทัพของ Baium ได้บุกเข้าไปโจมตีอาณาจักร Perios ครั้งแล้วครั้งเล่า และท้ายที่สุดก็ได้ครอบครองพื้นที่ทางใต้ของอาณาจักร Gracia

หลายปีต่อมา Baium ก็เลิกสนใจที่จะปรามปรามอาณาจักรต่าง ๆ และใช้กำลังทหารของอาณาจักรในการก่อสร้างหอคอยที่สูงเสียดฟ้าแทน

ชื่อของข้าเป็นที่น่าเกรงขามไปทั่วทุกมุมของทวีป ชีวิตของคนอยู่ในกำมือข้า ข้าสามารถสั่งให้ใครมีชีวิตอยู่หรือตายไปก็ได้ อำนาจของข้าเป็นสิ่งที่ข้าจะได้รับความเป็นอมตะจากพระเจ้าและเป็นผู้ครองอาณาจักรนี้ตลอดไป

หอคอยที่เด่นเป็นสง่าของอาณาจักร Baium ใช้เวลาถึง 30 ปีในการก่อสร้าง เขาตั้งใจจะใช้หอคอยนี้เพื่อเป็นบันไดปีนขึ้นไปหาพระเจ้า เพื่อที่จะได้รับชีวิตที่เป็นอมตะ เมื่อเขาปีนไปถึงพระเจ้าก็ปฏิเสธความต้องการของเขาและตอบเขากลับมาว่า

เจ้ามนุษย์ชั้นต่ำ เจ้ากล้ามาทำให้ที่นี่ด่างพร้อย เพียงเพื่อต้องการความเป็นอมตะเท่านั้นหรือ!! เจ้าไม่ได้เรียนรู้สิ่งใดจากบทเรียนของเจ้าอสูรกายเลยหรือไร เอาหล่ะ ถ้าชีวิตที่เป็นนิรันดร์คือสิ่งที่เจ้าปรารถนา ข้าก็จะให้ในสิ่งที่เจ้าต้องการ แต่เจ้าจะไม่ได้ออกจากหอคอยตลอดไป


การที่ Baium เข้าไปท้าทายพระเจ้าเช่นนี้ ทำให้ต้องติดอยู่ที่ยอดหอคอยตลอดกาล หลังจากการหายตัวไปอย่างลึกลับของจักรพรรดิ ก็เกิดการฆ่าล้างอย่างโหดเหี้้ยมเพื่อแย่งชิงราชบังลังค์ ขุนนางชั้นสูงจำนวนมากต่างหาโอกาสที่จะได้ครอบครองบัลลังค์ ปัญหาการแย่งชิงราชบัลลังค์กลายเป็นปัญหาความขัดแย้งของอาณาจักร Elmoeden การสูญเสียงบประมาณและแรงงานจำนวนมากยิ่งทำให้ราชอาณาจักรอ่อนแอลง ราชสมบัติดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่มีค่าอีกต่อไป เพราะราชอาณาจักร Elmoreden ที่เคยมีอำนาจเป็นเวลานานกว่าหลายพันปี กำลังล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียง 20 ปี อาณาจักรแห่งนี้เปรียบเสมือนโรงฆ่าสัตว์นั่นเอง
โฉมหน้าของไอ้คุณ ไบอุม (เห็นงี้อ่ะ โตกว่าควายอีกนะ)
อัครเทวดา ผู้พาบริวารมาสั่งสอนไบอุม
อ๊าก!! มือเปียกจับปลั๊กไฟ แว้กกกก!!!
เจอแล้วโว้ยไอ้คุณ ไบอุม (ภาพจากเซิฟเกาหลี)
มันจะคืนร่างแล้ว ทุกคนเตรียมลุย!!!!
มันมาแล้วววว!! จ๊ากกก วงแตกว้อยยยย!!!
(เวรกรรม นึกว่าจะลุย...เห้อ... - -")
แล้วการซ่าส์กับไบอุมก็มักจบด้วย....การเสีย% - -



~[../\/\e†alƒ๐X™..]~
View full profile